เลขที่ฎีกา 2372/2535 พระบรมราชโองการขอพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ย่อมมีผลเป็นกฎหมายเมื่อมิได้มีพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านเองหรือ

อำนาจเด็ดขาดอื่นใดยกเลิกเพิกถอนโอนเฉพาะแล้ว พระบรมราชโองการนั้น

ย่อมมีผลอยู่    ฉะนั้น  การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมี

พระบรมราชโองการรับรองความถูกต้องของพินัยกรรม ให้ที่ดินพิพาทเป็นที่ฝัง

ศพของบุคคลในตระกูลเจ้ามรดกเป็นการถาวรดังความในพินัยกรรม  ทั้งทรง

ห้ามบุคคลใดฟ้องร้องเพื่อบังคับเอาที่ดินพิพาทไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หากมีการ

ฟ้องร้องดังกล่าว      ก็ห้ามมิให้ผู้พิพากษารับฟ้องรับวินิจฉัยคดีให้ผิดไปจาก

พินัยกรรมนั้น ย่อมมีผลรวมถึงการห้ามมิให้ฟ้องร้องเอาที่ดินพิพาทโดยอ้างการ

ครอบครองปรปักษ์ด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจเป็นช่องทางให้ทายาท  หรือผู้

จัดการมรดกหลีกเลี่ยงข้อความในพินัยกรรมและขัดต่อพระราชประสงค์  โดย

วิธีปล่อยให้ผู้รับโอนที่ดินพิพาทครอบครองปรปักษ์   และใช้ที่ดินพิพาทไปแสวง

ประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้เป็นที่ฝังศพของตระกูล     เป็นการทำให้วัตถุ

ประสงค์ในพินัยกรรมไร้ผล  เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยจึงไม่อาจยกเอกอายุความ

ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้

    ที่ดินพิพาทมีพระบรมราชโองการ แสดงถึงพระราชประสงค์ของพระบาท

สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการพระราชทานที่ดินแก่เจ้ามรดกเพื่อใช้

เป็นที่ทำฮวงซุ้ยฝังศพบุคคลในตระกูลตลอดไป ไม่พึงประสงค์ให้บุคคลภายนอก

ละเมิดสิทธิเมื่อเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกที่พิพาทให้ผู้สืบตระกูล่างมีสิทธิร่วม

กันในที่ดิน   มิให้โอนขายจำหน่ายสิทธิ       ทั้งระบุให้ผู้สืบตระกูลมีหน้าที่

ปฏิบัติตามพินัยกรรมนั้นหากทำตามความประสงค์ไม่ได้ ก็มีทางแก้ไขเฉพาะวิธี

การทำฎีกาทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้ข้อความในพินัยกรรม

ดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายเป็นการก่อตั้งทรัสต์  แต่เมื่อได้กระทำก่อนประมวล

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับเมื่อ  พ.ศ. 2468  ก็นับว่าพินัยกรรมส่วนนี้

สมบูรณ์ใช้ได้ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1686