Thai

Organization

Management and Development

Legal Opinion of the Council of State

Rulings/Decisions

Laws for disable person

Law Library

Thai Code Annotated

Thai Law Index

Information Center

KM Krisdika

Knowledge

E-book

Link

 
 
 
 
หน้าหลัก > งานพัฒนาระบบบริหาร > กฤษฎีกาใสสะอาด > บรรยายธรรม > เรื่อง “แม่...พระในบ้าน” โดยพระราชธรรมวาที วัดประยูรวงศาวาส

แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที


แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที


แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที

 

 


แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที


แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที

 

 


แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที


แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที

 

 


แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที


แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที

 

 


แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที


แม่...พระในบ้าน โดยพระราชธรรมวาที

 

            “คำว่าแม่แค่ฟังยังสุดซึ้ง สุดรำพึงถึงคำกล่าวสาวคำเขียน แม้นจะมีหลักสูตรใดให้ได้เรียน หาคำเขียนเปรียบคำแม่แท้ไม่มี” เจริญสุขท่านสาธุชนทุกๆ ท่าน อาตมาขอแสดงความชื่นชมอนุโมทนา ยินดีต่อท่านทั้งหลายที่ได้จัดให้มีการแสดงธรรมและสดับธรรมเป็นประจำในทุกเดือน

            โบราณท่านบอกว่า “การฟังธรรมเหมือนสร้างถ้ำให้แก่ใจ ฟังๆ ไปเกิดความรู้” เพราะใจเราเปรียบเหมือนเสือ ธรรมะเปรียบเหมือนถ้ำคอยกำบัง หูเราฟังใจเราคิดจิตจะได้สบาย การเสริมธรรมแปลว่าเสริมความดี เสริมปัญญาแปลว่าเสริมความรู้ ความรู้กับความดีเป็นของคู่กันขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ทางสังคมเรียก “คุณวุฒิกับคุณธรรม” คุณวุฒิคือความรู้ คุณธรรมคือความดีเป็นของคู่กัน อย่างที่พูดกันว่าความรู้คู่คุณธรรมหรือคุณธรรมนำความรู้ “คุณวุฒิคุณธรรมสำคัญนัก วุฒิเป็นหลักธรรมเป็นแหล่งแต่งศักดิ์ศรี คุณวุฒิสุดล้ำแต่คุณธรรมไม่ดี ก็เอาดีไปไม่รอดตลอดชนม์” ท่านทั้งหลายคงเคยได้ยินคำว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” บางคนความรู้ท่วมตัวแต่หัวยังเอาไม่รอด นั่นแสดงว่าคนเราทุกคนโดยธรรมชาติมีความรู้ด้วยกันทุกคน จะรู้มากรู้น้อยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แปลว่ามีความรู้ ถ้าไม่มีความดีคอยกำกับก็อาจจะเอาความรู้นั้นไปใช้ในทางผิดพลาดเสียหายเป็นอันตรายต่อโลกต่อสังคม จะเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ที่สร้างปัญหาให้แก่โลกแก่สังคมมากที่สุด อันตรายที่สุด มีอุบายเล่ห์เหลี่ยม ไม่ใช่คนโง่แต่เป็นคนที่มีความรู้ ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็มีอุบายมากเท่านั้น ถ้าหากว่าคนที่มีความรู้มากๆ นั้นมีความดีคอยกำกับประคับประคองก็จะช่วยอำนวยผลอำนวยประโยชน์ให้เกิดแก่โลกแก่สังคมอย่างยิ่งใหญ่ไพศาล ขอชื่นชมอนุโมทนาทุกท่าน ที่สำนักงานได้จัดให้มีการฟังธรรมเป็นประจำในทุกเดือน ทุกท่านเป็นผู้มีความรู้อยู่แล้ว แต่ทุกท่านยังปรารถนาความดีมาสนับสนุนให้ชีวิตมีค่ามีความหมาย

            มีคำพูดสั้นๆ อยู่สองคำที่ลึกซึ้งกินใจและมีอานุภาพมาก คำหนึ่งคือคำว่า “แม่” คำหนึ่งคือคำว่า “พ่อ” ในภาษาบาลีเอาคำว่า “แม่” นำหน้า เช่น เวลาพระเจริญพุทธมนต์จะมีคำว่า “มาตาปิตุ อุปัฏฐานัง” (การบำรุงมารดาบิดา) แต่ถ้าพูดภาษาไทยเรานิยมพ่อแม่ จะคำไหนนำหน้าก็ตามแต่คำทั้งสองนี้มีค่ามีความหมายมาก คำว่าแม่แปลได้สามอย่าง ๑) แม่แปลว่าผู้เป็นใหญ่ ๒) แม่แปลว่าผู้มีใจอันเสมอก็ได้ ๓) แม่แปลว่าผู้บันดาลก็ได้ ก็คือเป็นผู้สร้าง หมายถึงเป็นผู้สร้างโลก สร้างลูก บันดาลให้เราท่านทั้งหลายได้เกิดมา

            “แม่” แปลว่าผู้เป็นใหญ่ คือ อะไรใหญ่ๆ ในโลกนี้จะเอาคำว่าแม่นำหน้าไม่นิยมเอาคำว่าพ่อนำหน้า อาจมีบ้างนิดหน่อย เช่น เป็นใหญ่ในเหล็กเรียกแม่เหล็ก เป็นใหญ่ในตลาดเรียกแม่ค้า เป็นใหญ่ในกองเรียกแม่กอง (แม่กองธรรม,แม่กองบาลี) เป็นใหญ่ในทัพเรียกแม่ทัพ เป็นใหญ่ในเรือนเรียกแม่เรือนหรือแม่ศรีเรือน เป็นใหญ่ในบ้านเรียกแม่บ้าน เป็นใหญ่ในครัวเรียกแม่ครัว ตกลงคำว่า “แม่” เป็นใหญ่ คือ เป็นใหญ่ต่อชีวิตจิตใจของลูกคู่กับพ่อ

               แม่แปลว่าผู้มีใจอันเสมอก็ได้ คือ มีความรักลูกเสมอต้นเสมอปลาย ลองนึกดูว่าในโลกนี้มีคนที่เรารักและรักเรามาก แต่ว่ารักของใครๆ เป็นอนิจจังเอาแน่ไม่ได้ วันนี้รักพรุ่งนี้อาจจะชังก็ได้ วันนี้ชมพรุ่งนี้อาจแช่งก็ได้ แม้แต่ความรักของสามีภรรยาก็เอาแน่ไม่ได้ ขณะที่เป็นเพราะพันธะทางกฎหมายบังคับ ต่อเมื่อใดขัดใจกันหย่าขาดจากกันความเป็นสามีภรรยาก็หมดไป แต่ว่าความรักของแม่ที่มีต่อลูกซื้อไม่ได้ขายไม่ขาด เพราะด้วยสายรก สายเลือด สายรัก “รักอะไรหรือจะแท้เท่าแม่รัก ผูกสมัครสายเลือดมิเหือดหาย รักอื่นยังประจักษ์ว่ารักกลาย จืดจางง่ายไม่จีรังอย่างมารดา ตั้งแต่เล็กอุปถัมภ์ค้ำชูลูก ให้เป็นสุขถนอมนักเลี้ยงรักษา ยามกินท่านก็ป้อนโภชนา ยามนิทรากล่อมเห่ใส่เปลไกว ยามเจ็บไข้ยากเย็นแม่เป็นทุกข์ ลูกมีสุขแม่จึงปลื้มลืมทุกข์ได้ รักลูกแสนห่วงหวงดั่งดวงใจ ถึงตีด่าก็เพื่อให้ลูกได้ดี” คนอื่นตีอาจจะตีให้ตายก็ได้ แต่แม่ตีก็เพื่อให้จำย้ำความคิดเพื่อมิให้ผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงตีด่าก็เพื่อให้ลูกได้ดี “เฝ้าอบรมจรรยามารยาท ไม่ประมาทกลัวลูกรักจะเสียศรี ให้เล่าเรียนวิชาหาความดี สุดที่จะกล่าวสรรพรรณนา จะเปรียบเทียบสิ่งใดย่อมไม่ได้ พระคุณแม่นั้นไซร้มากหนักหนา ยามเมื่ออยู่อุ่นใจลูกทุกเวลา ได้เห็นหน้าแสนชื่นระรื่นใจ” รักแท้ไม่แปรผันคือความรักของแม่ รักอื่นไม่แน่

            โบราณท่านกล่าวไว้ว่า “สามวันจากคู่รักเป็นอื่น” ท่านคงเคยเห็นคู่รักที่ไปหย่าขาดจากกัน แล้วท่านเคยเห็นมีแม่คนไหนจูงแขนลูกไปหย่าขาดกันบ้าง ปากก็อย่างนั้น “แม่” จะว่าไปแล้วปากกับใจไม่ตรงกัน พูดเพียงเพื่อแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจเวลาลูกดื้อไม่เชื่อฟัง สาเหตุที่ปากกับใจไม่ตรงกันเพราะบางทีลูกดื้อ ไปเที่ยวเตร่ บางทีก็ห้ามไม่ให้ไป ถ้าไปขอให้ผีหักคอ ขอให้เสือกิน ปากว่าแต่ใจตรงกันข้าม พอลูกไปแล้วมาขอพรพระอย่าให้ลูกเป็นอะไร ให้เทวดาปกปักรักษาอย่ามีภัย ความรักที่เป็นความรักแท้ไม่แปรผันคือความรักของแม่ พ่อ เป็นรักที่ยิ่งใหญ่ ในโลกนี้จะดูว่าใครมีคุณแก่เรามากที่สุดให้ดูที่ ๑) ความรัก ๒) เสียสละ และ๓) ความห่วงใย ว่าในโลกนี้ใครรักและเสียสละให้เราเท่าแม่บ้าง ใครห่วงใยเรามากเท่ากับแม่บ้าง แม้เลือดในทรวงยังรองให้ดื่มได้นั่นคือน้ำนม ความห่วงใยใครจะห่วงใยมากเท่ากับแม่ ยามลูกเจ็บไข้ได้ป่วยคนที่เจ็บป่วยยิ่งกว่าลูกก็คือแม่ “เมื่อเจ้าไข้ไร้สุข แม่ก็ทุกข์อาทร อดตาหลับขับตานอน เฝ้าพยาบาลรักษา ยามมดหมอร้องขอค่ายา ก็ดิ้นรนไขว่คว้า จนหน้าแดงหน้าดำ” นี่คือแม่ ไปไหนมาถ้าลูกยังเล็กกลับมาไม่เจอหน้าก็หน้าตื่นอกเต้นต้องติดตาม เหมือนกับพระนางมัทรีเข้าป่าหาผลไม้กลับมาแล้วไม่เจอกัณหาชาลี เซซังตามหาลูก ในกัณฑ์กุมารยิ่งแสดงให้เห็นความรักความห่วงใยที่แม่มีต่อลูก เช่น พระนางมัทรีที่มีต่อชาลีกัณหา และหากลูกหายไปไหนห่างไกลจากสายตาปรากฏว่าความห่วงนั้นจะทวีคูณยิ่งขึ้น เช่น ลูกจะไปอยู่ต่างจังหวัดไปต่างประเทศก็ยิ่งห่วงหนัก เวลาจะกินจะนอนก็อ้อนวอนขอพรคุณพระคุณเจ้าให้ติดตามปกปักรักษา นี่คือความรักความห่วงใยความเสียสละที่ท่านให้ หากท่านทั้งหลายเคยได้ฟังปริศนาธรรมของคนโบราณ มีบทหนึ่งที่น่าคิด “ใครเอ่ยอุ้มไม่หนัก เหนื่อยไม่พัก รักไม่ลวง ห่วงไม่เลือก เบิกไม่คิด ผิดไม่แค้น ตายแทนเราได้” คนนั้นก็คือแม่ อุ้มไม่หนักคืออุ้มท้อง เหนื่อยไม่พักคือทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินก็เพื่อลูก รักไม่ลวงคือไม่หาผลประโยชน์ ไม่ลวงให้เสียประโยชน์เสียใจ ห่วงไม่เลือกคือตั้งแต่เกิดจนตายจากกัน เบิกไม่คิดคือเบิกเงินได้ตลอดไม่เหมือนธนาคารพาณิชย์ที่ต้องเป็นเวลาและต้องมีเงินฝากก่อน แบมือขอเมื่อไหร่ได้เมื่อนั้นและไม่คิดว่าเบิกไปแล้วเท่าไหร่และไม่หมายที่จะเอาคืน ผิดไม่แค้นคือแม่มีแต่อภัยให้ลูกสถานเดียว ไม่โกรธ ไม่ถือโทษ ตายแทนเราได้ คนที่ยอมตายแทนได้ต้องมีจิตใจของคนพิเศษและบุคคลที่ว่านั้นคือ “แม่”

            พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่ามารดาเป็นมิตรในเรือน เป็นมิตรในบ้าน เป็นอาจารย์ประจำชีวิต เป็นพรหมลิขิตชีวิตของลูก ท่านโสณนันทบัณฑิตบรมโพธิสัตว์ คืออดีตชาติของพระพุทธเจ้าได้แสดงถึงบทบาทสำคัญของบุพการีว่า พ่อแม่เป็นพรหมจตุรพักตร์พิทักษ์ลูก ท่านสอนให้รู้ผิดรู้ถูกเป็นครูใหญ่ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ทองคำผ่องอำไพ พ่อแม่เป็นผู้ให้(ให้ ให้ ให้ ๆ)ใครมิปาน แสดงว่าพ่อแม่ให้มากๆ ชนิดว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่จะให้เท่า ให้สารพัดอย่าง เป็นทิศเบื้องหน้า เป็นบุคคลหาได้ยากเป็นบุพการีและเป็นปูชนียบุคคล เป็นทิศเบื้องหน้าคือเกิดก่อนนำหน้าเรามาก่อน เป็นบุคคลหาได้ยาก ใครก็ตามขาดพ่อเหมือนถ่อหัก ขาดแม่เหมือนแพแตก แสดงถึงความสำคัญของท่านจะหาใครมาทดแทนก็ไม่ได้ ถึงหาได้ก็ไม่ได้ชื่อว่าพ่อที่ให้เกิดแม่ที่ให้เกิด เป็นพ่ออย่างอื่นแม่อย่างอื่นไป บุพการีเป็นผู้ทำดีแก่เราก่อนใครอื่นทั้งหมด คนอื่นเขาจะทำดีให้แก่เราก็ต่อเมื่อทำดีแก่เขาก่อน แต่พ่อแม่ทำดีตั้งแต่รู้ว่าลูกมาปฏิสนธิอยู่ในครรภ์ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกจะเกิดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นคนร้ายหรือคนดี จะเป็นเศรษฐีหรือยาจก เป็นวนิพกหรือราชา จะกตัญญูหรืออกตัญญู ท่านไม่รู้แต่ก็ทำดีให้แล้ว ท่านจึงเป็นปูชนียบุคคลแปลว่าบุคคลที่สมควรแก่การยกย่องเชิดชูบูชา เพราะพ่อแม่มีบทบาทสำคัญต่อเราท่านทั้งหลาย สรุปได้ใน ๕ ส. ๑) เป็นผู้สร้างสรร ๒) สั่งสอน ๓) ส่งเสริม ๔) ส่งเสีย จึงทำให้เราท่านทั้งหลายได้ประสบพบกับ ส. ที่ ๕) ส่องแสง เพราะถ้าท่านไม่สร้างสรร สั่งสอน ส่งเสริม ส่งเสีย เราจะส่องแสงได้อย่างไร พระคุณท่านจึงสุดจะพรรณนา “อันพระคุณพ่อแม่มีแก่บุตร จะเปรียบดุจสิ่งใดนี้ไม่สม สุดจะสรรพรรณนาด้วยคารม เอกอุดมเหลือตราคุณานันต์” จะเอาท้องฟ้าเป็นกระดาษ เอามหาสมุทรเป็นหมึกวาด เอามาจดจารบันทึกพระคุณท่านนั้นเป็นอันไม่พอ

            ว่าบรรยายมานี้ คือแม่แห่งชีวิตหรือแม่บังเกิดเกล้า เราทุกท่านทุกคนที่อยู่ดีมีสุขทุกวันนี้เรามิได้มีเพียงแม่เดียว มิใช่มีแต่แม่แห่งชีวิต เรายังมีแม่แห่งธรรมชาติที่เราต้องอาศัย เช่น แม่น้ำที่เราได้อาศัยดื่มกินบริโภคใช้สอย แม่ธรณีที่อยู่อาศัยรองรับ แม่โพสพข้าวที่เราบริโภค เราทุกท่านทุกคนอาศัยแม่ทั้งนั้นเกื้อกูลหนุนชีวิตเราและเราก็มีแม่แห่งชาติที่มีพระคุณต่อชาวไทยทั้งชาติ “แม่แห่งชาติ” คือสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และเรายังมี “แม่ฟ้าหลวง” คือ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี แม่ฟ้าหลวงของปวงชนชาวไทยซึ่งเป็นแม่ฟ้าที่ลาลับไปแล้ว คนไทยโชคดีคนชาติอื่นมีสองแม่ คือแม่แห่งชีวิตกับแม่แห่งธรรมชาติ แต่เราชาวไทยมีได้ถึงสี่แม่ คือ ยังมีแม่แห่งชาติและแม่ฟ้าหลวงที่ทรงเสียสละสุขส่วนพระองค์เพื่อพระราชทานเป็นสุขแก่พสกนิกรถ้วนหน้า

คลิกเพื่อฟังบรรยายธรรม