หลักการหรือแนวความคิดของกฎหมายฉบับนี้
คือ สิ่งใดที่เป็น "ข้อมูลข่าวสารของราชการ" ย่อมเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือประชาชนทั่วไปได้เสมอ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชาชนทุกคนย่อมเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ เพราะแนวคิดเดิมตามกฎหมายเดิมจะมีอยู่ว่า
"ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น" รูปธรรมที่ตามมาจากแนวคิดเดิม
คือ เอกสารส่วนใหญ่ของราชการจะตีตราว่า ปกปิด ลับ ลับมาก หรือลับที่สุด หรือสถานที่ราชการห้ามเข้า
เป็นต้น แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป มีการปฏิรูปการเมือง จึงเกิดหลักประกันการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการให้แก่ประชาชน
ซึ่งก็คือกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการนั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ที่ให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานของราชการได้ อันจะส่งผลให้การปฏิบัติราชการมีความโปร่งใสมากขึ้น
และแนวคิดใหม่ของกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ คือ "เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น"
แรกทีเดียวมีผู้เสนอว่ากฎหมายนี้ควรชื่อว่า
"กฎหมายว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ"
แต่เกรงว่าอาจทำให้ประชาชนทั่วเข้าใจผิดว่าข้อมูลข่าวสารของราชการทุกชิ้นจะ
ต้องเปิดเผย
เพราะในความเป็นจริงอาจมีข้อมูลข่าวสารบางรายการสมควรเก็บไว้เป็นความลับ
เพื่อประโยชน์สาธารณะจึงต้องกำหนดลักษณะของเหตุที่จะไม่เปิดเผยไว้ตามมาตรา
๑๔ และมาตรา ๑๕ อย่างไรก็ดี การเก็บไว้เป็นความลับตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕
นี้ เป็นเพียงข้อยกเว้นของกฎหมายนี้เท่านั้น
กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการจึงได้รับการยอมรับว่าเป็น
"จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ" เนื่องจากเป็นการ "เปลี่ยนกระบวนทัศน์"
หรือมุมมองเกี่ยวกับโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการโดยประชาชนเลย
ทีเดียว อย่างไรก็ตาม
เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องทำตัวให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายนี้
และในขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องขยันใช้กลไกของกฎหมายนี้อย่างสุจริตด้วย
เพื่อให้การตรวจสอบการทำงานของข้าราชการเป็นผลอย่างจริงจัง |